การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

บทความคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

กรณีจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่ถูกล่อซื้อ ๕๐ เม็ด และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยอีก ๑๐ เม็ด การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

กรณีดังกล่าว หากปรับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน อย่างไรก็ดี นับแต่วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นมา มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะในบทนิยามตามมาตรา ๑ บัญญัติความหมายของคำว่า “จำหน่าย” หมายความว่า ขาย แลกเปลี่ยน จ่าย แจก หรือให้โดยมีสิ่งตอบแทนหรือผลประโยชน์อย่างอื่น และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงหมายถึงการจำหน่ายอยู่ในตัว ดังนี้ ตามกรณีข้างต้น การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ๖๐ เม็ด และจำหน่ายไป ๕๐ เม็ด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงกรรมเดียวเท่านั้น (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๐๒/๒๕๖๕ ประชุมใหญ่)

 

                           ผู้เขียน  นางจามจุรี คงสุวรรณ  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา 

                                                                 ผู้ตรวจ  นายอนุรักษ์ บุญนิธี  ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๕  

                                                


เผยแพร่โดย

แผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกา

เข้าดู
แชร์บทความนี้

บทความสาระความรู้ล่าสุด
การเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุด

ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตอนที่ 1

การพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ตามหลักการไต่สวนพยานต่อหน้าศาลและต่อหน้าจำเลย

กรณีจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ศาลนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ วรรคสาม (๒) มาบังคับใช้ย้อนหลังแก่คดีที่ถึงที่สุดก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับฯ
ปัญหาการปรับบทลงโทษกรณีเหตุฉกรรจ์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒), ๗๓ วรรคสอง (๒) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคสอง (๒)