ข่าวศาลฎีกา ฉบับพิเศษที่ 1 คมจ 3/2568

portfolio
18 มีนาคม 2569
เข้าดู 39 ครั้ง

วันนี้ (๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙) เวลา ๑๐ นาฬิกา องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ๓/๒๕๖๘ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง 
พันตำรวจโทไวพจน์  อาภรณ์รัตน์ ผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกำแพงเพชร สมัยที่ ๔ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ ผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. ๕ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา อันเป็นที่ดินของรัฐที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลโพธิ์ทองให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน 
ผู้คัดค้านทราบดีว่า ตนเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่จะมีสิทธิได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรได้ออกประกาศให้ผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์เดิมมายื่นคำขอเข้าทำประโยชน์หรือเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน ผู้คัดค้านหลีกเลี่ยงไม่ยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อมิให้ที่ดินที่ตนยึดถือและครอบครองโดยมิชอบเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และ
ยังยึดถือและครอบครองตลอดมา อันเป็นการปิดโอกาสของเกษตรกรรายอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำให้การ 

                 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมมีเจตนารมณ์ในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงถือเป็นสาระสำคัญ ส่วนผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ
ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไปนั้น ปรากฏว่าผู้คัดค้านซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร สมัยที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ และสิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ เข้ายึดถือและครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. ๕ เนื้อที่ ๒ งาน ๘๘ ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ (ปัจจุบันอยู่หมู่ที่ ๑๖) ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยผู้คัดค้านไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการยึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐที่มีไว้เพื่อประโยชน์ในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไว้ทำกินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชรได้ออกประกาศให้เกษตรกรหรือบุคคลที่ครอบครองหรือ
ใช้ประโยชน์ในที่ดินเดิมมายื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๒ แล้ว 
ผู้คัดค้านกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร หรือส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อนำไปดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรหรือผู้มีสิทธิต่อไป การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการปิดกั้นโอกาสของเกษตรกรรายอื่นที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ดังนั้น การกระทำของผู้คัดค้านจึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนต่อตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายต่างๆ ที่ประกาศใช้บังคับกับประชาชน แต่ผู้คัดค้านกลับไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ภายใต้หลักนิติรัฐอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของรัฐให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๑๗ ประกอบข้อ ๓ วรรคสอง 

                 เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติของผู้คัดค้านแล้ว องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างมากเห็นว่า 
ผู้คัดค้านได้ที่ดินมาโดยการซื้อจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินในระหว่างประกอบอาชีพข้าราชการตำรวจ มิใช่จากการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งขณะนั้นมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ยังไม่มีผลใช้บังคับ และภายหลังที่ผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐแล้ว พยานผู้ร้องเบิกความว่าเคยเห็นผู้คัดค้านเข้ามาในที่ดินเพื่อดำเนินการปรับเกลี่ยและถมดินในที่ดินของตนเอง เพื่อสร้างสำนักงาน ส.ส. ใช้เป็นศูนย์ประสานงานกับประชาชน แต่ก็มิได้ดำเนินการ โดยจำวันเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ในช่วงปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๓ ผู้คัดค้านไม่เคยเข้ามาในที่ดิน ปัจจุบันไม่เคยมีบุคคลใดเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินของผู้คัดค้าน สภาพที่ดินของผู้คัดค้านเป็นที่ดินรกร้าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง มีเพียงการปลูกไม้ยืนต้นเท่านั้น สอดคล้องกับภาพถ่ายตามบันทึกตรวจสอบสถานที่ของผู้ร้อง ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ซึ่งไม่ปรากฏความเสียหายต่อสภาพป่าอย่างชัดเจน ประกอบกับผู้คัดค้านต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๙๔-๓๔๙๕/๒๕๖๒ และศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับผู้คัดค้านไว้ ตามหมายจับเลขที่ ๒๔/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ ปัจจุบันผู้คัดค้านอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่าผู้คัดค้านเข้ายึดถือและครอบครองที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรและหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านเข้าทำประโยชน์ในที่ดินอันมีลักษณะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนและเป็นปฏิปักษ์ต่อที่ดินแปลงอื่นซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประกอบกับ
เนื้อที่ดินของผู้คัดค้านมีเพียง ๒ งาน ๘๘ ตารางวา ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย และไม่ปรากฏความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรที่ดินของรัฐแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ แต่ยังไม่ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๒๗ วรรคสอง 

 

                     พิพากษาให้ยกคำร้อง.