เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๑๙ นาฬิกา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ ได้ยื่นคำฟ้องนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จำเลย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นคดีหมายเลขดำที่ อม ๓๔/๒๕๖๙ ว่า เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ จำเลยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... รวม ๔ ฉบับ ซึ่งมีหลักการและเหตุผลในทำนองเดียวกัน โดยให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้กระทำความผิด แต่เมื่อนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว มีข้อทักท้วงว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้รับการนิรโทษกรรมจากข้อกล่าวหาหรือการกระทำความผิดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่สามารถพิจารณารับหลักการในวาระที่ ๑ ได้ เมื่อระหว่างวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลากลางวันกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรกระทำความผิดต่อกฎหมายกล่าวคือ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖ นายวรชัยเหมะกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม ๔๐ คน ร่วมกันจัดทำและลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา โดยร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองโดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง” เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ จำเลยสั่งให้บรรจุร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในการประชุมในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเห็นด้วยให้รับหลักการ และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๓๕ คน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ซึ่งนายวรชัย และนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแล้วมีข้อยุติในส่วนของเหตุผล ชื่อร่าง คำปรารภ มาตรา ๑ และ ๒ ให้คงไว้ตามร่างเดิม ต่อมาวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายประยุทธ์ได้เสนอแปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ว่า “ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒” โดยนายประยุทธ์ได้นำเอาเนื้อหาสาระอย่างเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... มาใส่ในร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ แทนร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ลงมติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มาตรา ๓ ตามคำแปรญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมของนายประยุทธ์ เมื่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยสั่งให้บรรจุร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ และใช้อำนาจประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการประชุมต่อเนื่องถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ซึ่งระหว่างการพิจารณาในวาระที่ ๒ ปรากฏว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทักท้วงว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ ตามข้อเสนอของนายประยุทธ์ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอเลื่อนการประชุมหรือปิดการประชุมไปก่อน และทักท้วงว่าการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ ขัดกับหลักการของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ แต่จำเลยกลับให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราในวาระที่ ๒ และลงมติในวาระที่ ๓ ต่อไปจนเสร็จสิ้น และเลิกประชุมในเวลา ๔.๒๔ นาฬิกา ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ดังกล่าวมีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จำเลยมีหน้าที่สั่งระงับการลงมติในวาระที่ ๓ ไว้ก่อน และต้องส่งให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาและประธานคณะกรรมาธิการสามัญทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัยภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๔ ประกอบข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๑๒๖ แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว และยังกระทำการโดยใช้อำนาจรวบรัดและเร่งรีบในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ต่อไปให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ มีผลใช้บังคับ และใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือในการตรากฎหมายเพื่อลบล้างการกระทำความผิด ช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้การกระทำของ พ.ต.ท. ทักษิณไม่เป็นความผิดและไม่ต้องรับโทษ การกระทำของจำเลยเป็นมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๒๓/๑ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๒
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ต่อไป.