ข่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฉบับที่ 4 คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

portfolio
3 สิงหาคม 2569
เข้าดู 19 ครั้ง

          วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ ๑ และพันตรีวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ที่ ๒ กับพวกรวม ๒๙ คน เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามคดีหมายเลขดำที่ อม ๓๘/๒๕๖๙

          โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง และจำเลยที่ ๒ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อนุกรรมการด้านการตลาดมันสำปะหลัง กรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ระหว่างวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕  ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และรัฐ และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๒๙ เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ได้ร่วมกันจัดทำแผนการระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยใช้วิธีการเจรจาขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G แต่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจของต่างประเทศไม่จำต้องได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทราบดีว่าไม่ใช่รูปแบบการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐที่แท้จริง เพื่อเปิดช่องให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กับพวก นำเอาบริษัทที่เป็นเพียงรัฐวิสาหกิจจีนและไม่ได้เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาเป็นคู่สัญญาในนามของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลไทย  โดยมีจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์เพื่อจะเอื้ออำนวยให้รัฐวิสาหกิจจีนดังกล่าวไม่จำต้องแข่งขันราคาในการเสนอซื้อและกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลังภายในและภายนอกประเทศเข้าแข่งขันราคา จากนั้นจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๒๐ เป็นผู้ดำเนินการติดต่อนำบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนที่ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาเป็นคู่สัญญาในนามของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลไทย โดยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) รวม ๗ สัญญา ซึ่งแต่ละสัญญากรมการค้าต่างประเทศ โดยจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ และนางปราณี  ศิริพันธ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมกันพิจารณาขายให้รัฐวิสาหกิจจีนคู่สัญญาในราคาที่ต่ำกว่าราคาขาย ณ หน้าโกดังสินค้าหรือต่ำกว่าต้นทุนที่รัฐบาลได้รับจำนำ จากนั้น รัฐวิสาหกิจจีนคู่สัญญาทั้ง ๗ สัญญา ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๑๓ เป็นผู้ชำระราคาและรับมอบมันสำปะหลังตามสัญญา โดยเงินที่นำมาชำระราคาเป็นเงินของจำเลยที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙  บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ ๑๕ ที่ ๑๗ ที่ ๑๙  และปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ และที่ ๙ ได้นำมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปขายต่อให้กับจำเลยที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๙ และบุคคลต่าง ๆ ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ได้ขายให้กับรัฐวิสาหกิจจีน โดยจำเลยที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๙ ชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็คระบุสั่งจ่ายกรมการค้าต่างประเทศแล้วมอบให้กับ จำเลยที่ ๔ ที่ ๑๐ และที่ ๑๓ ไปดำเนินการต่อไป ซึ่งจำเลยที่ ๒๑ ถึงที่ ๒๙ ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังกับกรมการค้าต่างประเทศซึ่งเป็นส่วนราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ทำให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒๐ ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาซื้อและราคาที่ขายซึ่งต่ำกว่าราคาหน้าโกดังสินค้าหรือต่ำกว่าต้นทุนรับจำนำของรัฐบาลอันเป็นการร่วมกันกระทำการโดยทุจริต โดยการอำพรางว่ามีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาและกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลังภายในและภายนอกประเทศเข้าแข่งขันราคา และสามารถซื้อมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในราคาต่ำกว่าราคาตลาด หรือต่ำกว่าต้นทุนรับจำนำของรัฐบาล ทำให้สามารถนำส่วนต่างของราคาไปแสวงหาประโยชน์โดยการเสนอขายมันสำปะหลังภายในประเทศในราคาท้องตลาดซึ่งสูงกว่าราคาตามสัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงดินแดง เขตดินแดง แขวงบางกะปิเขตห้วยขวาง ตำบลบางกะสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และสถานที่ตั้งคลังสินค้ากลางขององค์การคลังสินค้าทั่วราชอาณาจักร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๖, ๙๑, ๑๕๑, ๑๕๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐, ๑๒  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓, ๑๒๓/๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๗๑, ๑๗๒, ๑๙๒

          ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ต่อไป