การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๓๗ และดุลพินิจศาลในการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

วันที่เผยแพร่
12/11/2564

การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๓๗ และดุลพินิจศาลในการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี

                   การเลิกบริษัทตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๓๗ ให้สิทธิผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทเมื่อมีเหตุตาม (๑) ถึง (๔) โดยอาจทำเป็นคำร้องขอหรือคำฟ้องก็ได้ และไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๓๖ เช่น การจัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและลงมติพิเศษก่อน 

                   การที่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกันเพื่อทำกิจการใดๆ ของบริษัทถึงขั้นต่างฝ่ายต่างฟ้องดำเนินคดีทางอาญาต่อกัน ทำให้บริษัทหยุดทำการนับถึงวันที่ผู้ถือหุ้นยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทเป็นเวลานานถึง ๔ ปีเศษ มีเพียงการติดตามหนี้สินที่มีสิทธิได้รับเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่บริษัทหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็มตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๒๓๗(๒) ซึ่งเป็นเหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดได้ และเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทได้ มิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

                   เมื่อบริษัทหยุดทำการเนื่องจากความขัดแย้งกันระหว่างกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทและต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชีเป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่บริษัท ศาลฎีกามีอำนาจตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ 

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๓๗/๒๕๖๐)

 

ภาพประกอบจาก Freepik.com


เผยแพร่โดย

แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ

เข้าดู
แชร์บทความนี้

บทความสาระความรู้ล่าสุด
การเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุด

ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตอนที่ 1

การพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ตามหลักการไต่สวนพยานต่อหน้าศาลและต่อหน้าจำเลย

กรณีจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ศาลนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕ วรรคสาม (๒) มาบังคับใช้ย้อนหลังแก่คดีที่ถึงที่สุดก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับฯ
ปัญหาการปรับบทลงโทษกรณีเหตุฉกรรจ์ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙ วรรคสอง (๒), ๗๓ วรรคสอง (๒) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๓๑ วรรคสอง (๒)