ครพ.ภษ. 3663/2562
เหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มตามฟ้องคดีนี้เกิดจากสินค้าที่จำเลยนำเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร จึงมิใช่กรณีคำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้านั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย
ครพ.ภษ. 11969/2563
โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยนำเข้าสินค้าโดยเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ดังนี้ สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีอากรขาเข้าจึงบังคับได้นับแต่วันที่จำเลยนำเข้าสินค้า ไม่อาจเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ตรวจพบการกระทำความผิด เมื่อจำเลยนำเข้าสินค้ารีเลย์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการจุดระเบิดรถยนต์ เรือนไมล์บอกระยะทางใช้กับรถยนต์และคอนเดนเซอร์เครื่องปรับอากาศตามคำฟ้อง ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 โดยจำเลยได้รับวันที่ 11 มีนาคม 2558 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 จึงเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีนับแต่วันนำเข้าสินค้า จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าอากรที่ขาดอายุความแล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 2 สำหรับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดนั้น เมื่อประมวลรัษฎากรมิได้มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และมาตรา 193/12 เช่นกัน และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 (1) กำหนดว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นตามมาตราดังกล่าว ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยชำระอากรขาเข้าในการนำเข้าสินค้าตามคำฟ้องแต่ละครั้งระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2546 แต่โจทก์ที่ 1 ซึ่งใช้อำนาจหน้าที่แทนโจทก์ที่ 2 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 โดยจำเลยได้รับวันที่ 11 มีนาคม 2558 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ที่ 2 ที่ขาดอายุความ 10 ปีนับแต่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งปัญหาเรื่องอายุความทำนองเดียวกับคดีนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11002/2554 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5652/2560 วินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
ครพ.ภษ.1181-1182/2566
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องค่าอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 15 ฉบับ ขาดอายุความตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปีนับจากวันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 หรือกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 เมื่อโจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทตามใบขนสินค้า รวม 15 ฉบับ ที่โจทก์อ้างว่าขาดอายุความ ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2552 ซึ่งนับจากวันที่นำของเข้าตามใบขนสินค้าดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ยังอยู่ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า โดยการแจ้งการประเมินเป็นหนังสือถือเป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งของการประเมินซึ่งต้องกระทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในอายุความ และถือเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินอากรขาเข้าภายในกำหนดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าทั้งสิบห้าฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความตามกฎหมาย
ครพ.ภษ.9294/2567
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ระหว่างวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ โจทก์นำรถยนต์พิพาททั้ง ๗ คัน เข้ามาในราชอาณาจักร เจ้าพนักงานศุลกากรออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (กศก.๑๑๕) ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ให้โจทก์มีภาษีอากรต้องชำระเพิ่มรวม ๑๕,๖๐๖,๗๓๗ บาท คิดเป็นส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม ๑,๗๐๐,๓๒๕ บาท วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินทั้ง ๗ ฉบับ โจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรทุกประเภท รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมศุลกากรมีมติยกอุทธรณ์ โจทก์บรรยายฟ้องยอมรับว่า ในส่วนอากรขาเข้าโจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา จึงหมดสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับอากรขาเข้าที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายอีก กรณีจึงมีประเด็นในชั้นนี้ว่า หลังจากโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะมาฟ้องจำเลยกรมสรรพากรว่า การประเมินอากรขาเข้าไม่ชอบเนื่องจากเป็นการประเมินพ้นกำหนด ๓ ปี ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙ เพื่อให้มีผลไปถึงการประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องยอมรับแล้วว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีในส่วนอากรขาเข้าต่อศาลภายในกำหนดเวลาและหมดสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้า จำนวนอากรขาเข้าจึงยุติตามการประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมศุลกากร โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเจ้าพนักงานศุลกากรประเมินอากรเกินกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันที่ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙ เพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมศุลกากรและของจำเลยขึ้นต่อสู้ในคดีนี้ได้อีก ประกอบกับประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๙/๒ (๑) บัญญัติให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า และในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ. ดังนั้น จึงต้องถือเอาราคาศุลกากรที่ยุติตามการประเมินดังกล่าวเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อจำเลยนำราคาศุลกากรดังกล่าวมาเป็นมูลค่าสินค้าซึ่งเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในคดีนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย
อนึ่ง ส่วนที่โจทก์อ้างในคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรับว่าในส่วนอากรขาเข้า โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับบทบัญญัติที่โจทก์อ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์อ้างในคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓ วรรคสอง นั้นเห็นว่า ไม่ใช่กรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงไม่ใช่กรณีที่จะต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย