ครพ.ภษ. 2898/2564
ความหมายของคำว่า ปุ๋ย นั้น ประมวลรัษฎากรมิได้ให้คำจำกัดความไว้ คงต้องพิจารณาจากความหมายตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “ปุ๋ย” หมายความว่า สารอินทรีย์ อินทรีย์สังเคราะห์ อนินทรีย์ หรือจุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี กายภาพ หรือชีวภาพในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช เมื่อพิจารณาหนังสือกรมวิชาการเกษตรที่ตอบตัวแทนกลุ่ม ก. ข้อ 2.2 กล่าวถึงผลของไคโตซานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของพืชว่า ไคโตซานประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน เมื่อสลายตัวจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารไนโตรเจนให้แก่ดิน อันเป็นสารสำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้ สารไคโตซานจึงมีคุณสมบัติตามความหมายของคำว่าปุ๋ยแห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องนำปุ๋ยนั้นมาขึ้นทะเบียนเสียก่อน อันเป็นเพียงมาตรการในการควบคุมการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าตามกฎหมายเท่านั้น แม้ข้อความตามหนังสือของกรมวิชาเกษตรที่ตอบข้อสอบถามของโจทก์เกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายไคโตซาน ในข้อ 3 ระบุว่า “สารไคโตซานไม่ใช่ยา ไม่ใช่อาหารและไม่ใช่ปุ๋ยโดยตรง… หากจะใช้เป็นปุ๋ยหรือเป็นสารปรับคุณสมบัติทางกายภาพของดินต้องใช้ปริมาณสูงมากไม่คุ้มค่า…” ซึ่งสามารถแปลความได้ว่า สารไคโตซานสามารถใช้เป็นปุ๋ยแต่ต้องใช้ปริมาณสูงมากเท่านั้น และมิได้ปฏิเสธเสียทีเดียวว่าสารไคโตซานไม่ใช่ปุ๋ย ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นของโจทก์ได้แก่ อินทรีย์น้ำ อินทรีย์ผง สมุนไพรน้ำและภูไมท์ นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์มีบทความและผลการวิจัยที่สนับสนุนว่าเป็นยาและเคมีภัณฑ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เชื้อรา ควบคุมศัตรูพืช ใช้ในการปรับปรุงดิน ส่วนจำเลยหาได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น สินค้าที่โจทก์ขายทั้ง 6 รายการจึงเป็นปุ๋ย ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ เพื่อบำรุงรักษา ป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ค) หรือ มาตรา 81 (1) (จ) ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ฎีกาของจำเลยไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) และ (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26
ครพ.ภษ.5168/2568
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาตามที่จำเลยขออนุญาตฎีกาว่า รายรับของโจทก์ในส่วนค่าบริการจัดส่งน้ำยาล้างไตอัตราถุงละ ๗.๑๕ บาท ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การเภสัชกรรม เลขที่ ๔๗๒/๕๘ เป็นรายรับที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ณ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และองค์การเภสัชกรรมมุ่งประสงค์ถึงการขนส่งสินค้าให้ถึงผู้รับตามใบนำส่งโดยโจทก์มิต้องทำการใดเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานไปมากกว่าการรับน้ำยาล้างไตมาจากองค์การเภสัชกรรมมาเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าเพื่อนำส่งให้ถึงมือผู้รับแต่ละรายตามใบนำส่งตามปกติธุระในงานขนส่งของโจทก์ ซึ่งในส่วนรายรับค่าบริการจัดเก็บน้ำยาล้างไตได้มีการคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ในส่วนรายรับค่าบริการจัดส่งน้ำยาล้างไตนั้น เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างเหมาบริการ จัดเก็บ จัดบรรจุและจัดส่งน้ำยาล้างไตและอุปกรณ์วางสายล้างไตทางช่องท้อง สัญญาที่ ๔๗๒/๕๘ จะเห็นได้ว่าโจทก์และองค์การเภสัชกรรมมุ่งประสงค์จะจ้างเหมาบริการ จัดเก็บและส่งมอบน้ำยาล้างไตและอุปกรณ์วางสายล้างไตทางช่องท้อง ให้แก่ลูกค้าขององค์การเภสัชกรรมทั่วประเทศ อันได้แก่หน่วยงานบริการและบ้านผู้ป่วย โดยจัดส่งไปยังสถานที่ที่องค์การเภสัชกรรมกำหนด ซึ่งตามข้อกำหนดการจ้างเหมาบริการจัดเก็บและส่งมอบน้ำยาล้างไตและอุปกรณ์วางสายล้างไตทางช่องท้อง ข้อ ๑ ระบุวัตถุประสงค์ว่า เพื่อจ้างเหมาบริการจัดเก็บและจัดส่งสินค้า โดยระบบการจัดเก็บ และการจัดส่งต้องได้มาตรฐาน และตามหนังสือเสนอราคาของโจทก์ ระบุ เรื่อง ขอเสนออัตราค่าบริการจัดเก็บ/จัดส่งน้ำยาล้างไตพร้อมอุปกรณ์ โจทก์มีการเสนอราคาค่าบริการในส่วนน้ำยาล้างไตแยกเป็นค่าจัดเก็บและค่าจัดส่ง ตรงกับสัญญา เลขที่ ๔๗๒/๕๘ ข้อ ๑. ที่มีการตกลงค่าบริการในส่วนน้ำยาล้างไตแยกกันชัดเจน ได้แก่ ค่าบริการจัดเก็บน้ำยาล้างไตอัตราถุงละ ๒.๓๕ บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และค่าบริการจัดส่งน้ำยาล้างไตอัตราถุงละ ๗.๑๕ บาท (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม) ถือว่าโจทก์และองค์การเภสัชกรรมประสงค์กำหนดค่าบริการสำหรับการจัดเก็บน้ำยาล้างไตและการจัดส่งน้ำยาล้างไตแยกต่างหากจากกัน เมื่อค่าบริการจัดส่งน้ำยาล้างไตเป็นค่าบริการสำหรับการขนส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การให้บริการในส่วนนี้ของโจทก์จึงไม่มีลักษณะของการตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่โจทก์มากไปกว่าการดำเนินงานที่เป็นการให้บริการขนส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง อันเข้าลักษณะเป็นผู้รับขนส่งของเพื่อบำเหน็จเป็นการค้าปกติของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๐๘ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าอัตราส่วนค่าจัดเก็บและค่าจัดส่งไม่เหมาะสมอย่างไรและการขนส่งไม่ปรากฏว่าในระหว่างการขนส่งต้องมีวิธีการจัดเก็บรักษาน้ำยาล้างไตเป็นพิเศษแตกต่างไปจากการขนส่งสินค้าโดยทั่วไป รายรับในส่วนนี้จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ณ) ฎีกาของจำเลย จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย