ครพ.ภษ.77-78/2568
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นมูลนิธิที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้อันอยู่ในความหมายของคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ตามป.รัษฎากร มาตรา ๓๙ การที่โจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามการประเมินหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจาก ๓ หน่วยงาน คือ ๑. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามสัญญาดำเนินงานตามโครงการ ๕ ฉบับ ๒. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ๓. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) รวม ๗ โครงการ เป็นรายได้จากการประกอบกิจการของโจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาสัญญาและข้อตกลงตามโครงการที่โจทก์ทำแต่ละโครงการดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่ามีลักษณะที่ผู้ว่าจ้างมุ่งถึงความสำเร็จของงานซึ่งโจทก์มีความถนัดตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้เป็นสำคัญและผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินตอบแทนเพื่อผลงานที่สำเร็จอันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ เมื่อสัญญาและข้อตกลงที่โจทก์ทำกับหน่วยงานทั้งสามเป็นสัญญาจ้างทำของแล้ว เงินค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากหน่วยงานทั้งสามในแต่ละโครงการจึงเป็นรายได้ของโจทก์โดยถือเป็นเงินได้ตามป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๘)มิใช่ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หาในอันที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ทวิ (๑๓) โจทก์จึงต้องนำรายได้ที่ได้รับตามสัญญาและข้อตกลงทั้ง ๗ ฉบับที่ได้รับตามหลักเกณฑ์สิทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๗ ไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๒) (จ) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕๐) พ.ศ. ๒๕๓๕ การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย
ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ป.รัษฎากร มาตรา ๕๐ และมาตรา ๓ เตรส ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๔๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.๔/๒๕๒๘ ข้อ ๗ และข้อ ๘ ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นรวมถึงโจทก์ มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราที่กำหนด และป.รัษฎากร มาตรา ๕๔ กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ที่มิได้หักภาษีและนำส่งต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์จ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนซึ่งเป็นเงินได้ตามป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) (๒) และจ่ายค่าสอบบัญชีซึ่งเป็นเงินได้ตามป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๖) ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคธรรมดา และจ่ายค่าบริการสถานที่และค่าจ้างเหมาจัดงานซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๘) ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นนิติบุคคล โดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไว้เลย โจทก์จึงมีหน้าที่แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าผู้มีเงินได้จากโจทก์ได้ชำระภาษีดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนำเงินได้ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้แล้วหรือไม่ การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งหากโจทก์จะต้องชำระภาษีดังกล่าว โจทก์ก็มีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีเงินได้ดังกล่าวต่อไป
ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการสุดท้ายว่า การประเมินอากรแสตมป์และเงินเพิ่มอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาที่โจทก์ทำกับหน่วยงานทั้งสามเป็นสัญญาจ้างทำของที่มีการลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายจึงเป็นตราสารที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างต้องปิดอากรแสตมป์ ตามป.รัษฎากร มาตรา ๑๐๔ โดยนายว. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินว่า โจทก์ติดอากรแสตมป์แล้วตามสัญญาเลขที่ ๕๗A๐๐๓๔๖ และ ๕๗A๐๐๘๐๐ ตามเงื่อนไขการติดอากรแสตมป์ของ สปสช. และเมื่อนายว. มารับทราบผลการตรวจสอบภาษีก็มิได้โต้แย้งเจ้าพนักงานประเมินว่าสัญญาเลขที่ ๕๗/B/๐๑๗๕๖ เลขที่ ๕๗/B/๐๒๕๑๓ และเลขที่ ACC๔๐๕๗๐๐๕ ตามการประเมินได้ปิดอากรแสตมป์โดยบริบูรณ์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาทั้งสามฉบับดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์โดยบริบูรณ์หรือยังมิได้ชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินตามแบบอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน การประเมินอากรแสตมป์และค่าเพิ่มอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียอากร ขอให้ศาลงดเงินเพิ่มค่าอากรนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ฎีกาของโจทก์ทุกข้อจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย
ปัญหาตามที่จำเลยขออนุญาตฎีกาว่า การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการในสาขาและลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามป.รัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ฎ) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิและข้อบังคับของโจทก์แล้วเห็นได้ว่า โจทก์เป็นมูลนิธิมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและใช้ความรู้ ประสานเครือข่าย และส่งเสริมพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการที่อยู่บนฐานของความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบสุขภาพ สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์โดยร่วมมือกับบุคคลหรือองค์กรการกุศลอื่น ๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อสาธารณประโยชน์ และไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องการเมือง ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นทางธุรกิจ ประกอบกับหน่วยงานที่โจทก์รับทำงานให้ในส่วน สปสช. และ สสส. เป็นกองทุนของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ ส่วน มสช. ก็เป็นมูลนิธิที่มีหลักการในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งการให้บริการวิจัยหรือการให้บริการทางวิชาการทั้ง ๗ โครงการ เป็นเรื่องทางสังคมศาสตร์และไม่ปรากฏว่าถูกนำไปใช้ในทางธุรกิจ กิจการดังกล่าวของโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามป.รัษฎากร มาตรา ๘๑ (๑) (ฎ) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๑๒) และ (ฉบับที่ ๑๗๑) ฯ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกา
ควรวินิจฉัย