ครพ.ภษ.2505/2568
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการแรกว่า การประเมิน หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนพิจารณาทางปกครอง และให้โอกาสโจทก์ในการทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอเพื่อการโต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนในการชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้ อันชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา ๒๗, ๒๙, ๓๐, ๓๑ และ ๓๒ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมใบแนบและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริง อันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจไว้อย่างชัดเจนครบถ้วน หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา ๓๗ แล้ว
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีรายรับจากการให้บริการในฐานะที่ปรึกษาแก่บริษัทอ. จำกัด ซึ่งจ่ายเงินค่าบริการให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ ในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเงินได้บางส่วนของจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทอ. จำกัด เป็นเงินได้ของนางสาวป. นั้น ปรากฏว่า โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากบริษัทอ. จำกัด ในนามของโจทก์โดยขณะนั้นโจทก์รับทราบและไม่เคยโต้แย้งการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในนามของโจทก์ซึ่งย่อมสันนิษฐานได้ว่าเงินได้จำนวนดังกล่าวเป็นเงินได้ของโจทก์ ประกอบกับหากเงินได้ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้อื่น ๆ อย่างรอบด้านและมีความรู้ด้านกฎหมาย ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ในส่วนราชการหลายหน่วยงาน คงไม่รับว่าเงินได้จำนวนดังกล่าวเป็นของตนและยอมให้บริษัทอ. จำกัด ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามของโจทก์ การที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินได้ของนางสาวป. จึงเป็นข้อพิรุธ อีกทั้ง การที่นางสาวป. มายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลังให้รายได้ตามที่โจทก์อ้างในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ เป็นเงินได้ของนางสาวป. ก็เป็นการยื่นภายหลังจากที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบความผิดและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยในคดีนี้แล้ว ตามพฤติการณ์ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าเงินได้ที่โจทก์อ้างเป็นเงินได้ของนางสาวป. ที่ได้รับจากบริษัทอ. จำกัด ตามที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลัง ข้ออ้างของโจทก์ล้วนแต่เป็นการพยายามบิดเบือนเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเงินได้จำนวนดังกล่าวเป็นรายรับทั้งหมดของโจทก์ที่ได้รับจากการเป็นที่ปรึกษาให้แก่บริษัทอ. จำกัด เมื่อการประกอบกิจการของโจทก์มีลักษณะเป็นการให้บริการเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทเอกชนในทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งไม่ใช่เป็นการขายสินค้า ย่อมถือเป็นการให้บริการตามป.รัษฎากร มาตรา ๗๗/๑ (๑๐) โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการตามมาตรา ๗๗/๑ (๕) ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๗๗/๒ (๑) และไม่ได้มีลักษณะการประกอบกิจการเป็นการให้บริการวิจัยหรือการให้บริการทางวิชาการ ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑ (๑) (ฎ) นอกจากนี้การให้บริการของโจทก์มิได้เป็นการปฏิบัติงานในฐานะกรรมการของบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าว โดยโจทก์มิได้เป็นกรรมการโดยตำแหน่งหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายกำหนดหรือกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยราชการจึงไม่ถือเป็นการให้บริการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๐๕) เรื่อง การกำหนดการกระทำที่ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการตามมาตรา ๗๗/๑ (๑๐) (ค) แห่ง ป.รัษฎากร ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๘ ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้น การที่โจทก์มีเงินได้จากการให้บริการเป็นที่ปรึกษารวมกันเกินกว่า ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ตั้งแต่เดือนภาษีธันวาคม ๒๕๕๔ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑ (๑) (ก) และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไปตาม
มาตรา ๗๘/๑ และ ๘๓ การที่โจทก์ไม่ไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามหน้าที่ของตนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของป.รัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ได้ตามมาตรา ๘๘ โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกตามมาตรา ๑๙ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนประเด็นเรื่องระยะเวลาในการประเมินนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีที่พิพาทตั้งแต่เดือนภาษีธันวาคม ๒๕๕๔ ถึงเดือนภาษีธันวาคม ๒๕๕๗เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ จึงเป็นการประเมินในระยะเวลาสิบปีตามมาตรา ๘๘/๖ (๑) (ค) การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทั้งอนุญาโตตุลาการของสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ประนีประนอมของศาลต่าง ๆ และที่ปรึกษากฎหมายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ทำให้โจทก์มีรายได้จากการรับหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ หลายด้านถึงเกณฑ์ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์มีหน้าที่ในการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์กลับไม่นำรายรับไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลเพิ่มทั้งพยายามบิดเบือนรายรับเพื่อไม่ให้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบถึงการจัดเก็บภาษีอากรอันเป็นเงินที่นำมาใช้จ่ายในการบริหารประเทศ ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นว่าโจทก์ให้ความร่วมมือด้วยดีในชั้นอุทธรณ์ และในภายหลังที่โจทก์ได้รับทราบประเด็นความผิด โจทก์ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๙๐ แสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี ๒๕๕๔ ถึงปีภาษี ๒๕๖๑ พร้อมทั้งชำระภาษีและเงินเพิ่มเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี มีเหตุอันควรผ่อนผันให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้อีก ส่วนที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับภูมิลำเนาในการส่งเอกสารให้โจทก์ถือว่ายุติไปตามที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในครั้งแรกตามคดี ครพ.ภษ. ๖๙๖๓/๒๕๖๕ ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย