ครพ.ภษ.1095/2568
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยไม่ได้ออกหมายเรียกเพื่อทำการตรวจสอบไต่สวนเสียก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกก่อน ตามป.รัษฎากร มาตรา ๙๑/๑๕ (๑)
ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการต่อไปว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๐, ๓๑, ๓๗, ๔๑ และ ๔๕ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.๗๓.๑) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๓๗ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์นั้นไม่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่อย่างใด นอกจากนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยได้ให้โจทก์มีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ทั้งหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้แจ้งสิทธิให้แก่โจทก์กรณีไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และต่อศาลภาษีอากรกลางแล้ว และเชื่อได้ว่าจำเลยได้ให้สิทธิโจทก์ตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนแล้ว ดังนั้น หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยการฝ่าฝืนอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองไม่สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา ๔๑ แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา ๓๐, ๓๑, ๓๗ และ ๔๕ ทั้งเมื่อได้ความว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉบับลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ รวม ๖ ฉบับ ยังส่งให้โจทก์ไม่ได้ ประกอบกับเนื้อหาตามคำให้การเอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๒๖ และ ๒๗ เป็นกรณีการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีธุรกิจเฉพาะ และผลการส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉบับลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ดังกล่าว รวมทั้งรับทราบหนังสือตอบข้อหารือระหว่างหน่วยงานภายในของจำเลย ซึ่งไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบเพราะไม่ได้มีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิมตามที่บันทึกไว้ในคำให้การเอกสารหมาย จ.๖ ภายใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๙ วรรคสอง และมาตรา ๕๓ วรรคสอง
ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาประการต่อไปมีว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกรณีมีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ตั้งขึ้นและดำเนินกิจการแก่สมาชิกเพื่อปิดบังหรืออำพรางการทำธุรกิจที่แท้จริง การดำเนินงานของโจทก์มีลักษณะไม่แตกต่างจากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมแก่บุคคลทั่วไปทั่วราชอาณาจักร ซึ่งไม่ใช่เป็นปกติการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์โดยทั่วไปที่มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้สมาชิกช่วยตนเอง เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันจะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามเจตนารมณ์ของ ป.รัษฎากร มาตรา ๙๑/๓ (๓) แต่เป็นในลักษณะให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลทั่วไปเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามป.รัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ (๕) และ ๙๑/๑๒ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรตามป.รัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ วรรคท้าย เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงรายรับในแต่ละเดือนภาษีที่ชัดเจน การที่เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลรายรับตามที่ปรากฏในงบการเงินของโจทก์ที่รับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมาคำนวณเป็นรายรับตามการตรวจสอบ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ของทุกปี และถือเอาเดือนภาษีธันวาคมของทุกรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเดือนภาษีที่ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้องแล้วตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๙๑/๑๖ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว อีกทั้งเมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบและให้ส่งมอบเอกสารหลายครั้ง โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ขวนขวายชี้แจงในเรื่องดังกล่าวทั้งยังส่งมอบเอกสารเพียงบางส่วนโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจะคำนวณหารายรับจากการประกอบกิจการในแต่ละเดือนของโจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มให้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ซึ่งเป็นไปตามแนวคำสั่งคดีขออนุญาตฎีกาที่ ครพ.ภษ.๕๗๒/๒๕๖๗ ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย