ภาษีศุลกากร - หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร

ครพ.ภษ. 5376/2562        

          พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากรฯ มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติเรื่องการตีความพิกัดศุลกากรว่า “การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะร่วมมือทางศุลกากร ...” ดังนั้น การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว คดีนี้คู่ความนำสืบรับกันว่าสินค้าพิพาท คือ โลหะทองแดงทรงกลมบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 มีวัตถุประสงค์การใช้งาน คือ เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมชุบฉาบผิวโลหะ จึงเข้าพิกัดตอนที่ 74 ประเภทพิกัด 74.19 ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดง ส่วนจะเข้าประเภทพิกัดย่อยใดนั้น ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ได้ระบุสินค้าพิกัด 7419.91.00 ว่า ของอื่น ๆ ทำด้วยทองแดงที่ได้จากการหล่อ หล่อแบบ ตอกพิมพ์ หรือตี แต่ไม่ได้ทำมากไปกว่านี้ และพิกัด 7419.99.10 ระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า โจทก์นำสืบว่า สินค้าพิพาทจะถูกใส่ลงในตะกร้าไทเทเนียมซึ่งอยู่ในถุงผ้า แล้วนำไปแขวนไว้ในถังน้ำยาซึ่งมีสารละลายที่บรรจุอยู่ภายในถัง จากนั้น เมื่อจิ๊กแขวนชิ้นงานพลาสติกอาทิ โลโก้รถยนต์ กระจังหน้ารถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ กระจกมองข้าง ฯลฯถูกแขวนลงไปในถังน้ำยาจะทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร เมื่อมีการเชื่อมต่อตะกร้าไทเทเนียมซึ่งใส่สินค้าที่นำเข้ากับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นขั้วบวกและเชื่อมต่อชิ้นงานบนจิ๊กแขวนกับขั้วกระแสไฟฟ้าที่เป็นลบซึ่งทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรโดยมีสารละลายหรือน้ำยาเคมีที่อยู่ในถังจะแปรสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อพิจารณาคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ระบุว่า ประเภทพิกัด 7419.99.10 ...(6) แอโนดสำหรับการชุบฉาบผิวโลหะด้วยไฟฟ้า ทำด้วยทองแดง ... (ดูข้อ ก. ของคำอธิบายพิกัดอัตราศุลกากรตามประเภทที่ 75.08) ซึ่งในคำอธิบายข้อ ก. ระบุว่า กลุ่มนี้คลุมถึงแอโนดนิกเกิลบริสุทธิ์ (2)... หรือเป็นลูกกลม ... สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจึงเป็นแอโนดทองแดงที่ใช้สำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า ซึ่งตรงกับรายการในประเภทพิกัด 7419.99.10 ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 ที่ระบุว่า “การจำแนกประเภทของของในพิกัดอัตราศุลกากรนี้ให้ถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ...” หลักเกณฑ์ข้อ 6 “ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้อง และตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม” ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดศุลกากรนั้นจะใช้การตีความเรียงลำดับตามข้อไป โดยจะใช้หลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึง 5 เพื่อหาพิกัดประเภทหลัก (Heading) ส่วนหลักเกณฑ์การตีความข้อ 6 จะใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า หากใช้ความประเภทย่อย หมายเหตุของหมวดตอน เปรียบเทียบประเภทย่อยในระดับเดียวกันแล้วยังไม่สามารถจำแนกประเภทย่อยได้ ก็อนุโลมกลับไปให้ใช้หลักเกณฑ์ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนั้น หลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ถึง 5 จึงสามารถใช้ตีความพิกัดประเภทย่อย (Subheading) 6 หลัก และ 8 หลักได้ เมื่อตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ข้อ 2 (ข) ซึ่งระบุให้จำแนกประเภทของของที่ประกอบด้วยวัตถุหรือสารมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปให้ใช้ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 โดยข้อ 3 (ก) ระบุว่า ถ้าประเภทหนึ่งระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะและประเภทอื่นๆระบุไว้อย่างกว้างๆ ให้จัดของนั้นเข้าประเภทที่ระบุไว้โดยเฉพาะ สินค้าพิพาทของโจทก์จึงเข้าประเภทพิกัด 7419.99.10 ซึ่งระบุว่า แอโนดสำหรับการชุบด้วยไฟฟ้า อันเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้วตามข้อ 3 (ก) ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน ไม่เป็นการพัฒนาตีความกฎหมายและไม่เป็นปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา 

ครพ.ภษ. 8666/2563

          การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งในภาค 2 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าตามช่วงเวลาที่นำเข้า ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200ว่า “สิ่งสกัด หัวเชื้อและสิ่งเข้มข้นของชาหรือชามาเต้ และของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัด หัวเชื้อ หรือสิ่งเข้มข้นเหล่านี้เป็นหลักหรือที่มีชาหรือชามาเต้เป็นหลัก” ประเภทย่อย 2101.20.90 ว่า – อื่น ๆ ขณะนำเข้าอัตราอากรร้อยละ 30 และประเภทพิกัด 21.06 ว่า “อาหารปรุงแต่งที่ไม่ได้ระบุไว้หรือรวมไว้ในที่อื่น” ประเภทย่อย 2106.900 และ 2106.90.70 ในฐานะเป็นอาหารเสริม ขณะนำเข้าอัตราอากรร้อยละ 5 และตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ประเภทพิกัด 21.01 ระบุว่า “(3) ของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัด หัวเชื้อหรือสิ่งเข้มข้นของกาแฟ ชาหรือชามาเต้ เป็นหลัก ... ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีสิ่งสกัด หัวเชื้อหรือสิ่งเข้มข้นของกาแฟชาหรือชามาเต้ เป็นหลัก (และไม่ใช่ตัวกาแฟ ชาหรือชามาเต้เอง) และรวมถึงสิ่งสกัด ฯลฯ ที่เติมสตาร์ชหรือสารคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ” โดยคำอธิบายดังกล่าวมิได้จำกัดกระบวนการในการสกัดว่าจำเป็นต้องต้มหรือกลั่นเท่านั้นนอกจากนี้ สินค้าตามประเภทพิกัด 21.01 ยังคลุมถึงของปรุงแต่งที่มีชา สิ่งสกัด หัวเชื้อและสิ่งเข้มข้นของชาเป็นหลัก และไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในรูปสิ่งเข้มข้นอย่างเดียว คดีนี้ คู่ความนำสืบรับกันว่าสินค้าพิพาทมีลักษณะเป็นแคปซูล บรรจุในขวดสำหรับการขายปลีก ขวดละ 60 แคปซูล ใช้บริโภคเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล มีส่วนประกอบคือ กรดไขมันจากน้ำมันถั่วเหลือง (Soybean Oil) สารพฤกษเคมีหรือธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เลซิทิน (Lecithin) เจลาติน (Gelatin) วิตามินอี (Vitamin E) และสารอื่น ๆ โดยโจทก์นำสืบว่าสารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เป็นส่วนประกอบสำคัญของสินค้าพิพาท ที่สังเคราะห์มาจากสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีกระบวนการผลิตเริ่มจากการนำใบชาเขียวไปหมัก และนำไปผ่านกระบวนการอีก 3 ขั้นตอน คือ การสกัด (Extraction) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการทำให้บริสุทธิ์ (Purification) ทั้งนี้ในผักและผลไม้พบเอนไซม์โพลีฟีนอล ซึ่งสามารถเปลี่ยนสารคาเทชินและสารเอพิคาเทชินเป็นสารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) แต่ผัก ผลไม้ และพืชอื่น ๆ อาจไม่ให้สารคาเทชินและสารเอพิคาเทชินในปริมาณที่สูงเท่ากับชาเขียว จึงนิยมนำชาเขียวมาสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นสิ่งสกัดของชาเป็นหลักตรงตามคำอธิบายศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ตอนที่ 21.01 ส่วนขั้นตอนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นขั้นตอนของการสกัดอย่างหนึ่ง ซึ่งตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ไม่ได้ระบุว่า สิ่งสกัดของชาจะต้องถูกสกัดโดยวิธีการต้มหรือกลั่นเท่านั้น และแม้จะได้ความว่าสารที่สังเคราะห์มาจากชาได้ถูกเปลี่ยนเป็นสารชนิดใหม่ หมดความเป็นเอกลักษณ์ของสารตั้งต้นเดิมและไม่สามารถย้อนกลับให้ได้สารตั้งต้นชนิดเดิมอีก ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญที่ว่าสารดังกล่าวถูกสกัดจากชาเป็นหลักเพื่อนำไปใช้ลดคอเลสเตอรอลอันเป็นสาระสำคัญ เมื่อสินค้าพิพาทเป็นของผสมหรือของรวมที่มีวัตถุหรือสารนั้นรวมอยู่กับวัตถุหรือสารอื่น ๆ ลักษณะเป็นแคปซูลบรรจุในขวดใช้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล มีสารประกอบหลายอย่าง โดยมีสารธีฟลาวินส์ (Theaflavins) เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งมีกระบวนการผลิตมาจากการสกัดชาเขียวเป็นหลัก จึงเป็นของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัดของชาเป็นหลักตามประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200 และ 2101.20.90 และเป็นกรณีที่พิกัดศุลกากรได้ระบุลักษณะของของไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทเป็นของปรุงแต่งที่มีสิ่งสกัดของชาเป็นส่วนผสมหลัก ตรงตามความของประเภทพิกัด 21.01 ประเภทย่อย 2101.200 และ 2101.20.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าพิพาทจึงไม่ใช่อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่น ตามประเภทพิกัด 21.06 ประเภทย่อย 2106.900 และ 2106.90.70 ในฐานะเป็นอาหารเสริมอีกตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 7336/2564       

      การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2555 และ 2559 ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 84.24 ว่า เครื่องใช้กล (จะใช้แรงคนหรือไม่ก็ตาม) สำหรับฉีดพ่นของเหลวหรือผงให้พุ่งเป็นลำ เป็นฝอย หรือเป็นละออง เครื่องดับเพลิงจะบรรจุสิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม หัวฉีด (สเปรย์กัน) และเครื่องใช้ที่คล้ายกัน รวมทั้งเครื่องพ่นไอน้ำหรือพ่นทรายและเครื่องจักรที่คล้ายกันสำหรับฉีดพุ่งให้เป็นลำ ประเภทพิกัดย่อย 8424.10 ว่า เครื่องดับเพลิงจะบรรจุสิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม และสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด 73.11 ว่า ภาชนะสำหรับบรรจุก๊าซอัดหรือก๊าซเหลวทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ถังทรงกระบอกไร้ตะเข็บทำด้วยเหล็กกล้า ประเภทพิกัดย่อย 7311.00.22 (กรณีนำเข้าปี 2559) ว่า ที่มีความจุตั้งแต่ 30 ลิตร ขึ้นไปแต่น้อยกว่า 110 ลิตร ประเภทพิกัดย่อย 7311.00.27 (กรณีนำเข้าปี 2560) ว่า อื่น ๆ ที่มีความจุ 30 ลิตร หรือมากกว่าแต่น้อยกว่า 110 ลิตร ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามีลักษณะเป็นถังบรรจุน้ำยาดับเพลิง นำเข้ามาในลักษณะของถังทรงกระบอกทำด้วยเหล็กกล้าไร้ตะเข็บบรรจุน้ำยาดับเพลิง ตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับ สินค้ามีขนาดความจุของถังอยู่ในช่วง 66.84 – 104 ลิตร มี Fill Port และฝาครอบส่วนคอขวด เพื่อประโยชน์ในการขนส่งแต่ไม่มีส่วนที่เป็นอุปกรณ์ควบคุมการฉีดให้เป็นฝอย ลักษณะการใช้งานใช้เชื่อมต่อเข้ากับท่อจ่ายก๊าซที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Suppression Systems) สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบได้ทั้งแบบถังเดียว หรือแบบหลายถัง ไม่สามารถเปิด - ปิดได้เองเนื่องจากตัวถังไม่ได้ติดตั้งหัวจ่าย สำหรับฉีดก๊าซภายในถังแต่อย่างใดเมื่อพิเคราะห์ตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์พิกัด 73.11 ที่ระบุว่า ประเภทนี้คลุมถึงภาชนะที่มีความจุเท่าใดก็ตามใช้สำหรับการขนส่งหรือการเก็บก๊าซอัดหรือก๊าซเหลว (เช่นฮีเลียม ออกซิเจน ไฮโดรเจน อะเซทิลีน คาร์บอนไดออกไซด์ หรือบิวเทน) ตรงกับลักษณะของสินค้าตามที่โจทก์นำสืบว่า สินค้าพิพาทเป็นภาชนะใช้สำหรับขนส่งหรือเก็บก๊าซอัดหรือก๊าซเหลว โดยวาล์วที่ปิดด้านบนซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สะดวกปลอดภัยแก่การขนส่ง และใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น สำหรับใช้ในระบบดับเพลิงอัตโนมัติภายในอาคารซึ่งตัวถังยังสามารถนำกลับมาบรรจุใช้ซ้ำได้อีก ประกอบกับเมื่อพิจารณาบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 5 (ข) ที่กำหนดว่า “ภายใต้บังคับของหลักเกณฑ์ ข้อ 5 (ก) วัตถุและภาชนะสำหรับใช้ในการบรรจุที่บรรจุของเข้ามา ให้จำแนกเข้าประเภทเดียวกันกับของนั้นถ้าวัตถุและภาชนะนั้นเป็นชนิดที่ตามปกติใช้สำหรับบรรจุของดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ให้ใช้ข้อกำหนดนี้เมื่อเห็นได้ชัดว่า วัตถุและภาชนะสำหรับใช้ในการบรรจุนั้นเหมาะสำหรับใช้ซ้ำได้อีก” ทำให้ไม่สามารถจัดประเภทพิกัดตัวถังสำหรับบรรจุเข้าประเภทพิกัดเดียวกันกับของที่บรรจุอยู่ภายในถังได้ ต้องจำแนกการพิจารณาตัวถังและก๊าซที่อยู่ภายในถังออกจากกัน ดังนั้น สินค้าพิพาทไม่อาจจัดเข้าประเภทพิกัด 8424.10.90 ในฐานะเป็นเครื่องดับเพลิง จะบรรจุสิ่งดับเพลิง (ชาร์จ) หรือไม่ก็ตาม ที่โจทก์ขอสงวนสิทธิ์ได้ ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าขณะนำเข้าสินค้าพิพาท มีสาระสำคัญเป็นถังดับเพลิงแล้วซึ่งหลังจากนำเข้าจะนำไปติดตั้งกับระบบดับเพลิงภายในอาคารของลูกค้าพร้อมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นเครื่องดับเพลิงสำหรับอุตสาหกรรมตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (EN 2012 และ EN 2017) ประเภทพิกัดย่อย 8424.10.90 ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 ข้อ 5 (ข) และข้อ 6 มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเพื่อการดับเพลิงโดยสามารถใช้งานได้ทันทีโดยการเชื่อมต่อเข้ากับท่อจ่ายก๊าซที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Fire Suppression Systems) นั้น ตามคำเบิกความของนาย ร. พยานโจทก์ว่า สินค้าพิพาทต้องนำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์เฉพาะของเครื่องดับเพลิงจึงจะสามารถทำงานได้ ได้แก่ อุปกรณ์ท่อจ่ายก๊าซภายในตัวอาคารซึ่งเป็นระบบการทำงานที่ออกแบบติดตั้งในตัวอาคารเท่านั้นและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านอีกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวหากไม่มีระบบการทำงานทั้งหมดก็ไม่อาจทำงานได้ อีกทั้ง ลักษณะการทำงานของระบบดับเพลิงทั้งหมดตามคำอธิบายในเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 189 สินค้าพิพาทต้องใช้ประกอบกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า โชลินอย์วาล์ว ซึ่งทำหน้าที่สั่งเปิดปิดหัวถังขณะฉีดดับเพลิงด้วย จะเห็นได้ว่า หากสินค้าพิพาทไม่ถูกนำไปติดตั้งกับระบบดับเพลิงภายในอาคารพร้อมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ไม่อาจใช้งานในลักษณะของอุปกรณ์ดับเพลิงได้โดยตรง ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นเครื่องดับเพลิงตามความหมายของสินค้าในประเภทพิกัดย่อย 8424.10.90 ตามที่โจทก์ขอสงวนสิทธิ์คืนอากร คำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ อันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. ๖๙๖๐/๒๕๖๕   

          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สินค้าพิพาทรายการที่ ๑ และที่ ๒ ที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าพิกัดศุลกากร ๘๕๔๓.๗๐.๙๐ อัตราอากรร้อยละ ๑๐ ตามการประเมิน หรือจัดเข้าพิกัดศุลกากร ๙๐๑๘.๑๒.๐๐ และ ๙๐๑๘.๑๙.๐๐ อัตราอากรร้อยละ ๐ ตามที่โจทก์อ้าง ปัญหานี้พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วรรคสาม กำหนดให้การจะจัดสินค้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค ๑ บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร 
พ.ศ. ๒๕๓๐ ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ซึ่งตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ ภาค ๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๙ ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรฉบับ ค.ศ. ๒๐๑๗ ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ๙๐.๑๘ ว่า “อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศัลยกรรม ทันตกรรม หรือวิทยาศาสตร์สัตวแพทย์ รวมถึงเครื่องซินทิกราฟิก เครื่องอุปกรณ์การแพทย์ทางไฟฟ้าอื่น ๆ และอุปกรณ์สำหรับตรวจสายตา...” ย่อหน้าที่สองของคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ในส่วนนี้ระบุว่า “ประเภทนี้คลุมถึงอุปกรณ์และเครื่องใช้จำนวนมากซึ่งในกรณีส่วนใหญ่นำไปใช้เฉพาะการปฏิบัติทางวิชาชีพเท่านั้น (เช่น โดยแพทย์ ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ทางสัตวแพทย์ (นาง) ผดุงครรภ์) เพื่อทำการวินิจฉัย เพื่อป้องกันหรือรักษาความเจ็บป่วย หรือเพื่อผ่าตัด ฯลฯ...” ประเภทย่อย ๙๐๑๘.๑๒.๐๐ ระบุว่า “เครื่องกวาดตรวจด้วยอัลตราโซนิก” และประเภทย่อย ๙๐๑๘.๑๙.๐๐ ระบุว่า “อื่น ๆ” และสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ๘๕.๔๓ ระบุว่า “เครื่องจักรไฟฟ้าและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งมีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้” ประเภทย่อย ๘๕๔๓.๗๐.๙๐ ระบุว่า “อื่น ๆ” และประเภทย่อย ๘๕๔๓.๙๐.๙๐ ระบุว่า “อื่น ๆ” จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติได้ว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ารายการที่ ๑ คือเครื่องใช้รักษาด้านความงามผิวพรรณยกโดยการกระชับผิวด้วยคลื่นเสียง (ULTHERA CONTROL UNIT-UC-๑) ส่วนที่เป็นตัวเครื่อง และรายการที่ ๒ คืออุปกรณ์ใช้รักษาด้านความงามผิวพรรณยกโดยการกระชับผิวด้วยคลื่นเสียง (ULTHERA DEEPSEE HANDPIECE-UH-๒) ส่วนที่เป็นมือจับซึ่งมีสายเชื่อมต่อกับตัวเครื่อง วิธีการใช้งานจะต้องนำอุปกรณ์ Transducer มาประกอบเข้ากับมือจับสินค้าพิพาทรายการที่ ๒ แล้วใช้มือจับดังกล่าวที่มีอุปกรณ์ Transducer ประกอบอยู่วางลงบนผิวหนังของคนไข้ที่ทาเจลไว้แล้ว จากนั้นปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือคลื่นอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) จากสินค้ารายการที่ ๑ ไปที่ผิวหนังของคนไข้เพื่อตรวจดูสภาพผิวและชั้นกล้ามเนื้อของคนไข้ผ่านภาพอัลตราซาวนด์ที่แสดงมาที่จอมอนิเตอร์ของสินค้าพิพาทรายการที่ ๑ จากนั้นส่งคลื่นความถี่สูงลงไปที่ผิวหนังหรือชั้นกล้ามเนื้อของคนไข้เพื่อรักษาด้านความงามผิวพรรณโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีบาดแผลเพื่อยกคิ้ว กระชับผิวหนังใต้คางและคอที่หย่อนคล้อย ยกและกระชับผิวบริเวณคอและเนินอก และลบริ้วรอยตื้น ๆ และรอยย่นของผิวบริเวณคอและเนินอกรวมไปถึงโรคเหงื่อออกมากที่รักแรซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคภายในกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ ๑๘ ปี ขึ้นไป ตามข้อบ่งใช้ในคำแนะนำในการใช้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ผลิตมีวัตถุประสงค์ในการผลิตสินค้าพิพาทเพื่อยกคิ้ว กระชับผิวหนังใต้คางและคอที่หย่อนคล้อย ยกและกระชับผิวบริเวณคอและเนินอก และลบริ้วรอยตื้น ๆ และรอยย่นของผิวบริเวณคอและเนินอก อันเป็นวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความงามโดยไม่ต้องผ่าตัดเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ลักษณะของสินค้าพิพาทของโจทก์ ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ประเภทพิกัดที่ ๙๐.๑๘ ว่า ประเภทนี้ให้คลุมถึงอุปกรณ์และเครื่องใช้จำนวนมากซึ่งในกรณีส่วนใหญ่นำไปใช้เฉพาะการปฏิบัติทางวิชาชีพเท่านั้น เพื่อทำการวินิจฉัย เพื่อป้องกันหรือรักษาความเจ็บป่วย หรือเพื่อผ่าตัด ฯลฯ โดยคำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ระบุด้วยว่าให้รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องใช้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความงามหรือเพื่อประโยชน์ด้านความงามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด จึงเห็นได้ว่าสินค้าพิพาททั้งสองรายการไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวินิจฉัย เพื่อป้องกันหรือรักษาความเจ็บป่วย หรือเพื่อผ่าตัด สินค้าพิพาทจึงไม่อาจถูกจำแนกอยู่ในประเภทพิกัด ๙๐.๑๘ ได้ ส่วนที่โจทก์มีน�

ครพ.ภษ.76/2568

             ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า การประเมินของพนักงานศุลกากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ๒๐๑๗ (Explanatory Notes–EN) หมวด ๑๖ ประเภท  ๘๕.๑๔ แล้ว จะเห็นได้ว่า ของในประเภทพิกัด ๘๕.๑๔ มุ่งหมายถึงของประเภทเตาเผาไฟฟ้าหรือเตาอบไฟฟ้าที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ปิดซึ่งได้อุณหภูมิความร้อนที่ค่อนข้างสูงเพื่อให้วัสดุหลอมละลายหรือให้โลหะอ่อนตัว หรือการเชื่อมวัตถุด้วยความร้อนจนทำให้วัตถุเชื่อมติดกัน เมื่อกระบวนการทำงานของสินค้าพิพาทตามหนังสือของผู้ผลิต เจือสมกับพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทเป็นเครื่องทำให้สีแห้งด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากหลอด UV (UV DRYER EQUIPMENT) ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหม้อแปลงไฟฟ้า และหลอด UV จำนวน ๔ หลอด ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ ๘๕ kW แรงดันไฟฟ้า ๓๘๐ VAC มีหลักการทำงานคือ การอบสีด้วยรังสีจากหลอด UV ทำให้โมเลกุลของสารพิเศษที่เรียกว่า Photoinitiators ที่มีคุณสมบัติตอบสนองต่อรังสี UV ซึ่งผสมอยู่ในสีต่อตัวกันยาวขึ้นอันเนื่องมาจากการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกว่า Polymerization ที่ทำให้โมเลกุลของสีเกิดการเชื่อมต่อกันเป็นโมเลกุลที่มีสายโซ่ยาวขึ้นจนเกิดการแห้งและแข็งตัว และจากการวัดค่าความร้อนของแผ่นเหล็กที่ได้นำมาตรวจวัดอุณหภูมิก็มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เพียง ๔๐–๖๐ องศาเซลเซียส จึงเห็นได้ว่า สินค้าพิพาทมีกระบวนการทำงานอันเป็นสาระสำคัญที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการทำให้สีแห้งด้วยการตอบสนองรังสีจากหลอด UV โดยการทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกว่า Polymerization ซึ่งความร้อนจากหลอด UV มิได้เป็นตัวที่ทำให้สีแห้ง และสินค้าพิพาทมิได้มีคุณสมบัติในการสร้างความร้อนในระดับที่เรียกว่าอุณหภูมิค่อนข้างสูงเพื่อมุ่งหมายในการใช้งานด้านการหลอมเหลว การอบอ่อนหรือการเชื่อมต่าง ๆ จึงไม่อาจจัดเข้าประเภทพิกัด ๘๕.๑๔ ในฐานะเตาเผาไฟฟ้าหรือเตาอบไฟฟ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม หรือตามห้องปฏิบัติการ (รวมถึงของเหล่านั้นที่ทำงานโดยการเหนี่ยวนำหรือโดยการสูญเสียไดอิเล็กทริก) ได้ การพิจารณาว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรจัดอยู่ในประเภทพิกัดใด จะต้องพิจารณาจากสภาพแห่งของที่เป็นอยู่ในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์นำเข้ามาแต่เฉพาะสินค้าพิพาทซึ่งเป็นเพียงเครื่องที่ทำหน้าที่ทำสีให้แห้งด้วยรังสียูวี  โดยมิได้นำเข้าเครื่องพิมพ์แบบออฟเซ็ตทั้งชุด ย่อมไม่อาจนำอุปกรณ์อื่นที่อยู่ในชุดเครื่องพิมพ์แบบออฟเซ็ตมาร่วมในการพิจารณาประเภทพิกัดได้แม้โจทก์จะอ้างว่านำเข้าสินค้าพิพาทดังกล่าวมาเพื่อทดแทนของเดิมที่เสียหาย แต่เมื่อนำเข้ามาเฉพาะสินค้าพิพาทจึงไม่มีข้อที่ต้องพิจารณาว่าเป็นเครื่องจักรควบซึ่งจะต้องมีเครื่องจักรตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปประกอบติดอยู่ด้วยกันเป็นเครื่องเดียว ประกอบกับสินค้าพิพาทใช้ในการทำให้สีที่พิมพ์ลงบนแผ่นเหล็กแห้งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิมพ์สีของเครื่องพิมพ์แบบออฟเซ็ต กรณีจึงไม่ใช่เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ออกแบบเพื่อให้ทำหน้าที่ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปร่วมกันหรือสลับกัน ตามหมายเหตุข้อ ๓ ของหมวด ๑๖ ที่จะจัดเป็นของในประเภทเดียวกับเครื่องพิมพ์แบบออฟเซ็ตได้ ดังนั้น เมื่อสินค้าพิพาทเป็นเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีหน้าที่เฉพาะส่วนในการทำสีให้แห้งด้วยรังสียูวีเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีซึ่งไม่มีประเภทพิกัดใดระบุไว้โดยเฉพาะและไม่ต้องห้ามตามหมายเหตุในหมวด ๑๖ สินค้าพิพาทจึงจัดเข้าประเภทพิกัด๘๕๔๓.๗๐.๙๐ ในฐานะเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าและเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ซึ่งมีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนที่ ๘๕ การประเมินของพนักงานศุลกากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องคืนอากรขาเข้าที่วางประกันให้แก่โจทก์ ส่วนประเด็นเรื่องเงินค่าปรับภาษีอากรนั้น เห็นว่า เงินค่าปรับภาษีอากร ๕๗๘,๑๘๘.๗๐ บาท ระบุอยู่ในช่องที่วางประกัน และจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการผลักเงินประกันค่าปรับภาษีอากร ๕๗๘,๑๘๘.๗๐ บาท เพื่อชำระค่าปรับในคดีส่วนอาญา กรณีจึงยังเป็นการวางเงินประกันค่าปรับในคดีอาญาที่โจทก์อาจต้องรับผิดอยู่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผลของการดำเนินคดีส่วนอาญาเป็นประการใดที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกคืนเงินวางประกันดังกล่าวจากจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอคืนในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย 

 

เผยแพร่โดย

แผนกคดีภาษีอากร

วันที่เผยแพร่
10/10/2567
เข้าดู
359
Share