พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ : ขยายระยะเวลาฟ้อง

ครพ.ภษ. 960/2564

          ผู้ร้องทั้งสองเคยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องมาแล้วเจ็ดครั้ง โดยอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า ในการฟ้องคดีต่อศาลผู้ร้องที่ 2 ต้องนำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน เงินเพิ่ม ไปชำระต่อกรุงเทพมหานครก่อนและต้องชำระค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องที่ 2 ต้องใช้เวลาหาเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องจนถึงวันที่ 8 กันยายน 2562 หากนับจากวันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งที่แปด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 เป็นเวลา 10 เดือนเศษ โดยการขอขยายระยะเวลาฟ้องแต่ละครั้งอ้างเหตุผลเช่นเดียวกันทุกครั้ง ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องแก่ผู้ร้องทั้งสองอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 1818/2564

             ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 และได้ขอขยายระยะเวลาฟ้องอีกสองครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 รวมระยะเวลาที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องถึง 3 เดือน โดยการขอขยายระยะเวลาฟ้องแต่ละครั้ง ผู้ร้องทั้งสองอ้างเหตุผลเช่นเดียวกันทุกครั้งว่า ในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องที่ 2 ต้องนำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเงินเพิ่ม ไปชำระต่อกรุงเทพมหานคร และต้องชำระค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องที่ 2 ต้องใช้เวลาหาเงินจำนวนดังกล่าว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องแก่ผู้ร้องทั้งสองอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองขยายระยะเวลาฟ้องจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 963/2564

          ผู้ร้องทั้งสองเคยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องมาแล้วเจ็ดครั้ง โดยอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า ในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องที่ 2 ต้องนำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน เงินเพิ่มไปชำระต่อกรุงเทพมหานครก่อนและต้องชำระค่าธรรมเนียม ในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องที่ 2 ต้องใช้เวลาหาเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้อง จนถึงวันที่ 8 กันยายน 2562 หากนับจากวันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 จนถึงวันที่ที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งที่แปด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 เป็นเวลา 10 เดือนเศษ โดยการขอขยายระยะเวลาฟ้องแต่ละครั้ง ผู้ร้องทั้งสองอ้างเหตุผลเช่นเดียวกันทุกครั้ง ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องแก่ผู้ร้องทั้งสองอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรีบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 

ครพ.ภษ. 1820/2564                    

          ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องมาแล้วสามครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 โดยอ้างเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า ในการฟ้องคดีต่อศาลผู้ร้องที่ 2 ต้องนำเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน เงินเพิ่ม ไปชำระต่อกรุงเทพมหานครก่อนและต้องชำระค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ร้องทั้งสองต้องใช้เวลาหาเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฟ้องมาจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 หากนับจากวันที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งแรกมาเป็นเวลา 3 เดือน ที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องครั้งที่สี่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 โดยอ้างเหตุผลหลักเช่นเดียวกับคำร้องครั้งก่อน จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตขยายระยะเวลาฟ้องให้อีก ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญและไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 2331/2565

           ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองในประเด็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖4 และยกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฟ้องครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า อนุญาตให้ผู้ร้องขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องเป็นครั้งที่ ๒ ได้ภายในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๔ หากผู้ร้องทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางต้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๔ การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองมาจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลภาษีอากรกลางและยกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๑) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖

ครพ.ภษ. 2333/2565

           ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองในประเด็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลภาษีอากรกลางลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ และยกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฟ้องครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องเป็นครั้งที่ ๒ ภายในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๔ หากผู้ร้องทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางต้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๔ การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ จึงเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองมาจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลภาษีอากรกลางและยกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยเพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๑) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖

ครพ.ภษ. 4438/2565

          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๔ และศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของผู้ร้องไว้พิจารณาสั่ง แต่ศาลปกครองกลางพิจารณาและมีคำสั่งในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนครึ่ง จึงทำให้ผู้ร้องเสียโอกาสได้รับความเป็นธรรม หากศาลปกครองพิจารณาโดยเร็วว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง ผู้ร้องก็ยังมีเวลายื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางได้ทัน กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นพฤติการณ์พิเศษของผู้ร้องที่ได้ใช้สิทธิโดยชอบ คดีนี้มีข้อเท็จจริงและเอกสารเป็นจำนวนมากประกอบกับผู้ร้องยังไม่มีทนายความดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาเพื่อหาทนายความดำเนินคดีนี้นั้น เห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา 

ครพ.ภษ.9319/2567

          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาตามที่ผู้ร้อง
ขออนุญาตฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า กำหนดเวลาที่ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในสามสิบวัน  ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ (๒) เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย โดยอาศัยอำนาจตามป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ คดีนี้ เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เจ้าพนักงานสรรพากรไปส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องยังบ้านเลขที่ ๘๐๗ หมู่ที่ ๒  ตำบลผักปัง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามข้อมูลทะเบียนราษฎรของผู้ร้องแต่ไม่มีผู้รับ เจ้าพนักงานสรรพากรจึงปิดคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้หน้าประตูบ้านดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่ผู้ร้องโดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ หลังจากล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา ๓๐ (๒) ซึ่งผู้ร้องอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางขยายระยะเวลาภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้เมื่อมีเหตุสุดวิสัย  เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลายื่นฟ้องได้ แต่ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดโดยอ้างเหตุเรื่องทนายความ นั้น เห็นว่า กรณีเป็นความบกพร่องของผู้ร้องในการจัดหาทนายความและในคำร้องไม่ปรากฏว่าในช่วงเวลาที่เหลือก่อนครบกำหนดระยะเวลายื่นฟ้อง ผู้ร้องติดตามขวนขวายให้ทนายความดำเนินคดีให้ทันแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

เผยแพร่โดย

แผนกภาษีอากรในศาลฎีกา

วันที่เผยแพร่
19/12/2565
เข้าดู
90
Share