ภาษีอากร : รายจ่ายต้องห้าม

ครพ.ภษ. 1904/2564

          ในการทำธุรกรรมตามที่โจทก์นำสืบว่า บริษัท ท. จ่ายค่านายหน้าและค่าส่งเสริมการขายให้แก่โจทก์รวมอัตราร้อยละ 29 ของเบี้ยประกันภัยทั้งหมด และโจทก์จะต้องจ่ายค่าส่งเสริมการขายกลับไปให้ธนาคาร ก. ในอัตราร้อยละ 20 นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ว่าโจทก์จ่ายค่านายหน้าและค่าส่งเสริมการขายให้แก่ธนาคาร ก. จริงตามอ้าง แต่กลับปรากฏตามใบเสร็จรับเงินธนาคาร ก. ได้รับค่านายหน้าและค่าส่งเสริมการขายโดยการหักจากเงินค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมออกใบเสร็จรับเงินให้แก่บริษัท ท. ไม่ใช่โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างการจ่ายเงินตามใบเสร็จรับเงินของบริษัท ท. มาเป็นรายจ่ายของโจทก์ และนาง ก. ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจประกันภัยของธนาคาร ก. พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ธนาคาร ก. ไม่ได้มีข้อตกลงหรือความสัมพันธ์ใดกับโจทก์ และธนาคาร ก. ไม่เคยออกใบเสร็จรับเงินเป็นค่าส่งเสริมการขายให้แก่โจทก์ เจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันการจ่ายเงินและหลักฐานแสดงว่าผู้ใดเป็นผู้รับเงิน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ตามที่โจทก์อ้าง การที่บริษัท ท. ไม่อาจนำใบเสร็จรับเงินที่ธนาคาร ก. ออกให้ไปหักเป็นรายจ่ายของบริษัท ท. ก็ไม่ใช่เหตุให้โจทก์นำมาอ้างเป็นรายจ่ายทางภาษีของโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่ารายจ่ายค่าส่งเสริมการขายเป็นรายจ่ายที่มีการจ่ายจริงและพิสูจน์ได้ว่ามีผู้รับจริงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) และ (18) เอกสารการบันทึกข้อมูลทางบัญชีเบื้องต้นของโจทก์ระบุถึงรายจ่ายส่งเสริมการขายว่า “เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร” ตามบันทึกข้อมูลรายวัน การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์อีก ฎีกาของโจทก์ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 1950/2564

          เมื่อการซื้อขายหุ้นและการเพิ่มทุนเป็นการทำธุรกรรมในกลุ่มบริษัทที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันในการจัดการ ในการควบคุม หรือโดยการร่วมทุนอันเป็นกลุ่มบริษัทที่ไม่มีอิสระต่อกัน โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าเป็นการซื้อหุ้นและเพิ่มทุนตามราคาตลาด โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ หากโจทก์ไม่ได้นำสืบผู้จัดทำรายงานประมาณราคาหุ้นให้เห็นว่าเป็นราคาตลาดอันเป็นราคาเดียวกันกับราคาขายแก่คู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันและแม้วิธีการคำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาหุ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดจะเป็นหลักเกณฑ์วิธีการที่รับรองกันทั่วไป แต่ข้อมูลที่ได้มาจากกลุ่มคู่สัญญาที่ไม่เป็นอิสระต่อกันและไม่จำต้องตรวจสอบความถูกต้องย่อมทำให้ประมาณการผิดพลาดคลาดเคลื่อน พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าราคาหุ้นที่โจทก์ซื้อและการเพิ่มทุนเป็นราคาตลาด เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุควรสงสัยว่าข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดของการจัดทำธุรกรรมของกิจการในกลุ่มเดียวกัน ราคาหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ราคาตลาด และเจ้าพนักงานประเมินใช้คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.113/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกรณีการกำหนดราคาโอนให้เป็นไปตามราคาตลาด และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาการเสียภาษีกรณีที่ได้รับแจกหุ้นหรือได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษเป็นแนวทางในการตรวจสอบไต่สวนและประเมินภาษีแก่โจทก์ แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์สูงแต่ด้วยเหตุผลดังกล่าวกรณีจึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (2) (3) (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

ครพ.ภษ. 4283/2565

         ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ว่ารายจ่ายค่าเช่ารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าทางด่วนที่โจทก์จ่ายให้แก่นาย ก. ในรอบระยะเวลาบัญชีตามฟ้องเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๙) และ (๑๘) หรือไม่ เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวกับนาย ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนาย ก. และบิลเงินสดที่นาย ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของนาย ก. เท่านั้น โดยโจทก์ไม่สามารถนำตัวนาย ก. มาให้ถ้อยคำในชั้นตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของจำเลยเพื่อยืนยันว่ามีการรับเงินตามบิลเงินสดที่โจทก์นำมาแสดงได้ ซึ่งเป็นข้อพิรุธเพราะโจทก์และนาย ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับนาย ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถยนต์จำนวนมากเมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของนาย ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้ รวมทั้งไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัวนาย ก. โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่านาย ก. เป็นผู้ให้เช่ารถยนต์และรับเงินค่าเช่ารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าทางด่วนจริง ทางนำสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังว่านาย ก. เป็นผู้ให้เช่ารถยนต์ที่แท้จริง เพราะหากนาย ก. เป็นผู้ให้เช่ารถยนต์แล้วน่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับนาย ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้นาย ก. เป็นค่าเช่ารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าทางด่วน ตามรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทเป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๙) และ (๑๘) ฎีกาของโจทก์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ จึงไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่เป็นกรณีที่การวินิจฉัยของศาลฎีกาจะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมายอันไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๑) (๕) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖    

 

ครพ.ภษ.5021/2568

            ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า  โจทก์มีสิทธินำผลขาดทุนที่โจทก์อ้าง จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท จากการที่โจทก์ซื้อหุ้นธนาคาร UR จากธนาคาร US มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. ๕๐) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์ซื้อหุ้นธนาคาร UR โจทก์ทราบดีว่าธนาคาร URต้องโอนกิจการโดยต้องโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดแก่โจทก์ โดยใช้มูลค่าตามบัญชีสุทธิ ณ วันทำการสุดท้ายก่อนวันโอนกิจการ  ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องให้ความเห็นชอบโครงการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคาร UR กับธนาคาร อ. ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๘ เมื่อธนาคาร US ถือหุ้นในโจทก์และธนาคาร UR แห่งละร้อยละ ๙๙.๙๙ ย่อมทำให้โจทก์และธนาคาร UR ต่างเป็นบริษัทย่อยหรือบริษัทลูกของธนาคาร US โดยเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน การทำธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือเดียวกันจึงเป็นการทำธุรกรรมระหว่างคู่สัญญาที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน เนื่องจากโจทก์ย่อมต้องรู้ถึงข้อมูลการประกอบธุรกิจ สถานะทางการเงิน ผลการดำเนินธุรกิจ สภาพกิจการของธนาคาร UR เป็นอย่างดี รวมทั้งรู้ดีว่า การที่โจทก์ซื้อหุ้นธนาคาร UR ทั้งหมดจากธนาคาร US ในราคาหุ้นละ ๑๓ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖,๖๙๙,๙๗๙,๓๘๗ บาท ในขณะที่มูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ณ วันที่ ๒๔  พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นวันซื้อขาย มีเพียง ๗,๕๔๐,๗๖๗,๔๔๕.๐๔ บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นตามบัญชี ๕ บาทเศษต่อหุ้น ทำให้มีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อที่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ณ วันซื้อขาย เป็นเงินจำนวนมากถึง ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท และเมื่อธนาคาร UR เลิกกิจการและเสร็จการชำระบัญชีแล้ว โจทก์จะต้องมีผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR ถึง ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ซึ่งถ้าเป็นคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันตามปกติทั่วไปแล้วย่อมไม่ซื้อหุ้นในราคาที่รู้ดีอยู่แล้วว่าต้องขาดทุนมากถึงเพียงนี้ การที่โจทก์ตกลงซื้อหุ้นธนาคาร UR ราคาหุ้นละ ๑๓ บาท ก็น่าเชื่อว่าธนาคาร US ผู้ขายซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโจทก์สามารถกำหนดราคาขายได้ตามที่ต้องการ ค่าซื้อหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ราคาซึ่งคู่สัญญาที่เป็นอิสระต่อกันพึงกำหนดโดยสุจริตในทางการค้า แต่เป็นค่าซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๕) ไม่ให้ถือค่าซื้อหุ้นในส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ นอกจากนี้ การที่โจทก์ขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ธนาคาร US เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ โดยหุ้นเพิ่มทุนราคาหุ้นละ ๑๐ บาท แต่ขายในราคาหุ้นละ ๕.๓๕ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖,๗๐๐,๖๔๒,๖๗๓ บาท แล้วนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวไปซื้อหุ้นของธนาคาร UR จากธนาคาร US รวมเป็นเงิน ๑๖,๖๙๙,๙๗๙,๓๘๗  บาท เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ก็เป็นการรับเงินจากบริษัทแม่ (ธนาคาร US) แล้วจ่ายคืนกลับไปให้บริษัทแม่ (ธนาคาร US) โดยการเคลื่อนย้ายเงินวนกลับที่เดิม ต่อมาวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ โจทก์รับโอนกิจการทั้งหมดของธนาคาร UR ตามมูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ขณะนั้น ๗,๕๒๙,๒๑๓,๙๘๓ บาท โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามมูลค่าดังกล่าวแก่ธนาคาร UR เมื่อธนาคาร UR เสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ธนาคาร UR ก็ได้จ่ายเงินคืนทุนแก่โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นตามมูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR  ๗,๕๓๙,๘๗๔,๑๗๖ บาท ซึ่งโจทก์ถือว่าโจทก์มีผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นของธนาคาร UR จำนวน  ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท เห็นได้ว่า การที่โจทก์เข้าซื้อหุ้นธนาคาร UR เป็นเพียงขั้นตอนในการรวมและโอนกิจการระหว่างโจทก์กับธนาคาร UR ซึ่งต่างเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร US ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ที่โจทก์อ้าง จึงเป็นผลขาดทุนซึ่งเป็นตัวเลขทางบัญชีอันเกิดจากการปฏิบัติตามแผนการรวมและโอนกิจการระหว่างโจทก์กับธนาคารUR ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้น โจทก์มิได้มีผลขาดทุนจริงแต่อย่างใด จึงไม่สามารถนำผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายได้ เนื่องจากมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๓) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเช่นกัน ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ซื้อหุ้นธนาคาร UR จากธนาคาร US ในราคาหุ้นละ ๑๓ บาท เป็นราคาตลาดโดยเป็นราคาที่บริษัทหลักทรัพย์อ. ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเห็นว่าเหมาะสมและราคาหุ้นของธนาคาร UR ที่ธนาคาร US เสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นรายย่อยในราคาหุ้นละ ๑๔.๑๖ บาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ซี. ทำความเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมนั้น เห็นได้ว่า การทำความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสองมีวัตถุประสงค์ต่างจากจำเลยที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีทั้งการประเมินของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งสองมีข้อจำกัดหลายประการ คงมีผลในการรับฟังเพียงประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยของผู้มีหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยในการจัดเก็บภาษีเท่านั้น ส่วนการซื้อขายหุ้นธนาคาร UR ที่ธนาคาร US ซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จำนวน ๒๐๘,๔๐๙,๒๙๖ หุ้น คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๒๒ ของหุ้นธนาคาร UR ทั้งหมด ก็เป็นราคาที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า กองทุนฟื้นฟูฯ จะตกลงช่วยสนับสนุนออกเสียงในที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของธนาคาร UR เพื่อให้อนุมัติการรวมและโอนกิจการ การซื้อหุ้นธนาคาร UR ที่ธนาคาร US ซื้อจากกองทุนฟื้นฟูฯ และผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงมีความแตกต่างจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR ที่โจทก์ซื้อจากธนาคาร US ทั้งในด้านปริมาณการซื้อที่มีจำนวนเล็กน้อยเทียบไม่ได้กับจำนวนหุ้นที่โจทก์ซื้อมากถึงร้อยละ ๙๙.๙๙ ของหุ้นทั้งหมด รวมถึงเหตุผลของการซื้อและเงื่อนไขของสัญญา จึงไม่อาจนำราคาซื้อหุ้นที่ธนาคาร US ซื้อจากกองทุนฟื้นฟูฯ และผู้ถือหุ้นรายย่อยมาใช้กับวิธีเปรียบเทียบกับราคาที่มิได้มีการควบคุมเพื่อหาราคาตลาดของหุ้นธนาคาร UR ตามที่โจทก์อ้างได้ ผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นธนาคาร  UR ของโจทก์ที่เกิดขึ้นเมื่อธนาคาร UR เสร็จการชำระบัญชีที่โจทก์อ้างทั้งจำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท จึงเป็นรายการที่ ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๓) และ (๑๕) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์นำผลขาดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.๕๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม  ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ย่อมไม่ชอบ ดังนั้น กรณีของโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมิน โดยไม่นำผลขาดทุนดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์ไม่อาจนำผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ที่โจทก์อ้างทั้งจำนวน ๖,๕๖๐,๗๓๑,๒๐๖.๕๔ บาท นี้ไปใช้คำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีถัด ๆ ไปจากปี ๒๕๕๒ ได้อีก การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ 

 

ครพ.ภษ.5017/2568

              ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาตามที่โจทก์ขออนุญาตฎีกาว่า โจทก์มีสิทธินำผลขาดทุนสุทธิ ๖,๕๖๐,๗๓๑,๒๐๖.๕๔ บาท ที่เป็นผลการคำนวณกำไรสุทธิยกมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า มีผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR ในปี ๒๕๕๒ จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๓ หรือไม่และโจทก์มีสิทธินำผลขาดทุนสุทธิ ๔,๑๒๗,๖๑๙,๘๒๙.๖๒ บาท ที่เป็นผลคำนวณกำไรสุทธิ ยกมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า มีผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อหุ้นธนาคาร UR ในปี ๒๕๕๒ จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ต่อเนื่องมาเช่นกัน มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๔ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปี ๒๕๕๒ โจทก์ซื้อหุ้นทั้งหมดของธนาคาร UR ที่ถือโดยธนาคาร US ในราคา ๑๓ บาท ต่อหุ้น เป็นเงิน ๑๖,๖๙๙,๙๗๙,๓๘๗ บาท ในขณะที่มูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ณ วันซื้อขาย มีเพียง ๗,๕๔๐,๗๖๗,๔๔๕.๐๔ บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นตามบัญชี ๕ บาทเศษต่อหุ้น ทำให้มีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อที่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ณ วันซื้อขาย เป็นเงินจำนวนมากถึง ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ต่อมาเมื่อธนาคาร UR เลิกกิจการและเสร็จการชำระบัญชี โจทก์ได้รับเงินคืนทุนในฐานะผู้ถือหุ้นธนาคาร UR เป็นเงิน ๗,๕๓๙,๘๗๔,๑๗๖ บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นตามบัญชี ๕.๘๗ บาทต่อหุ้น โจทก์ถือว่าโจทก์มีผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นของธนาคาร UR จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ซึ่งผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อหุ้นของธนาคารUR ในปี ๒๕๕๒ จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ที่โจทก์อ้างนี้ โจทก์นำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๒ แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินโดยไม่นำผลขาดทุนจำนวนดังกล่าวทั้งจำนวนไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๒ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งคดีขออนุญาตฎีกาที่ ครพ.ภษ.๕๐๒๑/๒๕๖๘ ไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ โดยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่า การที่โจทก์ซื้อหุ้นธนาคาร UR จากธนาคาร US ในราคาหุ้นละ ๑๓ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖,๖๙๙,๙๗๙,๓๘๗ บาท ทั้งที่มูลค่าตามบัญชีสุทธิของธนาคาร UR ณ วันซื้อขาย มีเพียง ๗,๕๔๐,๗๖๗,๔๔๕.๐๔ บาท คิดเป็นมูลค่าหุ้นตามบัญชี หุ้นละ ๕ บาทเศษ เป็นค่าซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๕) ไม่ให้ถือค่าซื้อหุ้นในส่วนที่เกินปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นดังกล่าวจำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท ที่โจทก์อ้าง มิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๓) ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเช่นกัน การที่โจทก์นำผลขาดทุนดังกล่าวไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๒ ย่อมไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธินำผลขาดทุนดังกล่าวไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่ความเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๖ โจทก์คดีนี้จึงไม่มีสิทธินำผลขาดทุนสุทธิตามจำนวนที่โจทก์อ้างคือ ๖,๕๖๐,๗๓๑,๒๐๖.๕๔ บาท ก็ดี ๔,๑๒๗,๖๑๙,๘๒๙.๖๒ บาท ก็ดี ที่เป็นผลมาจากการคำนวณกำไรสุทธิอันยกมาจากข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า มีผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อหุ้นของธนาคาร UR ในปี ๒๕๕๒ จำนวน ๙,๑๕๙,๒๑๑,๙๔๑.๙๖ บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ ตามลำดับได้ หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและคำวินิจฉัยของอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยจึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ไม่รับคำแก้ฎีกาของจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ 

เผยแพร่โดย

แผนกภาษีอากรในศาลฎีกา

วันที่เผยแพร่
19/12/2565
เข้าดู
268
Share